ชีวิตที่แตกต่าง

เรื่องสั้น โดย เรียม  อัมพร

1.

เด่นชัย ชายหนุ่มหน้าตาค่อนข้างดี รูปร่างสูงโปร่ง ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว สวมกางเกงสีดำแบบชุดปกติทำงาน ในปี 2549 นี้ เขาอายุเต็ม 35 ปีพอดี  มีอาชีพเป็นพนักงานขายประกันของบริษัทแห่งหนึ่ง เปิดประตูลงจากรถมิตซูบิซิคันงามรุ่น 4 ประตู โพร์วิล 4x4 ราคาเหยียบ 8 แสนบาท ซึ่งจอดเทียบหน้าร้านขายส้มไก่ย่างเพิงหมาแหงน หน้าโรงพยาบาลในตัวอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา ถ้าไม่จำเป็นเขาไม่มีวันเหยียบย่างเข้ามาร้านอาหารเชย ๆ บ้านนอกคอกนาแบบนี้แน่ แต่วันนี้เขาจำใจต้องมา เพราะลูกค้าเจาะจงว่าให้มารอที่ร้านนี้เท่านั้น เขาเองก็ไม่ก็อยากขัดใจลูกค้า ผู้ที่จะทำให้เขามีเปอร์เซ็นต์จากการขายประกันในครั้งนี้เป็นเงินก้อนโตพอสมควร

               เขาเดินเข้ามานั่งในร้านตามที่นัดหมาย มองรอบ ๆ ร้านแล้วช่างไม่เข้ากับเขาเสียนี่กระไร ดูซิการแต่งกายเขาก็ดูสง่ามีราศรีราวกับผู้จัดการธนาคารใหญ่ ๆ ก็ไม่ปาน ขับรถก็ใหม่เอี่ยมอ่องที่พึ่งไปดาวน์มาได้สองวันกว่า ๆ เอง บุคลิกเช่นเขาในเวลานี้เหมาะที่จะเข้าไปอยู่ในร้านที่หรูหรากว่านี้เป็นร้อยเท่า ไฉนเลยจึงต้องมานั่งรอลูกค้าคนสำคัญที่ร้านขายอาหารที่มุงด้วยหญ้าแฝกที่แสนจะซ่อมซ่อ แม้แต่ม้าหินอ่อนเอาไว้ให้แขกนั่งก็แสนจะเก่าคร่ำครา แทบมองไม่ออกว่าม้าหินอ่อนที่ร้านนี้สีอะไร

เขาลงทุนบรรจงใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่เช็ดม้านั่งอย่างนุ่มนวล ก่อนที่จะนั่งอย่างซังกะตาย ยังไม่เห็นหน้าลูกค้าที่นัดไว้เลย ดูซิข้าวเที่ยงยังไม่ตกถึงท้องสักแอะ ก็ต้องทน เพื่อให้ได้ลูกค้าวันละ 1  คนเป็นอย่างต่ำตามที่เขาตั้งเป้าไว้ หันรีหันขวางก็ยังไม่เจอะหน้าลูกค้าตามที่นัดหมายไว้เสียที เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเล็ก ๆ ในใจก็ท่องคำว่า อดทน เท่านั้นที่จะทำให้เขาไปถึงดวงดาว ก็ทำไมเด่นชัยจะไม่อดทนละก็ในเมื่อ งานราชการที่เขาสอบแข่งขันแทบเป็นแทบตายกว่าจะได้บรรจุนั้นก็แสนยาก แต่เงินเดือนมันน้อยนิดไม่พอยาไส้ เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียก็จะไม่รอด จำเป็นต้องหารายได้พิเศษนั่นก็คือการขายประกัน เพื่อเครดิตทางการขายเขาจำต้องเปลี่ยนจากรถปิกอัพคันเก่าที่สนิมเกาะเกรอะกรัง มาเป็นรถคันใหม่ โอ่อ่า สร้างเครดิตให้ตัวเอง เป็นผลให้เขาต้องดิ้นรนหาเงินให้พอค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพราะไหนจะค่าเทอมลูกสองคน ไหนจะว่าผ่อนบ้าน และเพิ่มภาระใหม่ล่าสุดก็คือค่าผ่อนรถ เดือน ๆ หนึ่งเขาต้องหาเงินให้ได้ตามเป้า ไม่อยากนั้นมีชีวิตครอบครัวของเขาไปไม่รอดอย่างไม่ต้องสงสัย 

               เวลาล่วงเลยมา 15 นาทีแล้วก็ยังไม่เห็นหน้าลูกค้าที่ว่าสักที เด่นชัยหงุดหงิดหนัก เดินวนไปมาจนเจ้าของร้านมองหน้า ค้อนในใจว่าสั่งน้ำอัดลมแค่ขวดเดียวแค่นั้นหรือ เขาไม่สนใจเดินกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบจนคนในร้านก็เริ่มมอง เขาถอนใจหันหลังกลับอีกครั้ง คราวนี้เขาปะทะกับร่างหนึ่งอย่างจัง

               “โอ้ย..! “  ชายสองคนที่เดินมาปะทะกันอย่างจัง ร้องเสียงหลงโดยไม่ได้นัดหมาย อีกฝ่ายนั้นมือหนึ่งจูงเด็กผู้หญิงอายุราว  ๆ สองขวบมาด้วย เด่นชัยโกรธจนหน้าเขียว เพราะกำลังหงุดหงิดอยู่แล้ว

               “ขอ…ขอ..โทษครับคุณ” ชายผิวดำเกรียมแดด ไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงผืนเดียวกล่าวด้วยน้ำเสียง เรียบค่อนข้างสั่น มีรอยยิ้มเจือจางบนใบหน้าเขาด้วย  หากแต่เด่นชัยกลับมีสีหน้าไม่พอใจ เดินกลับมานั่งที่

ม้าหินอ่อนตัวเดิม มองตามชายผิวดำเกรียมแดดคนนั้นที่กำลังเดินออกไปจากร้าน เห็นเขาถือห่อไก่ย่างจูงมือเด็กหญิงเนื้อตัวมอมแมม มุ่งตรงไปที่ร่มไม้เยื้องร้านขายไก่ย่าง ซึ่งมีหญิงผิวดำเกรียมแดดอุ้มลูกน้อยวัยไม่น่าถึงปีด้วยซ้ำกำลังดูดนมแม่อยู่บนตักอย่างเอร็ดอร่อย หล่อนนั่งบนเสื่อเก่า ๆ อยู่ที่ใต้ร่มไม้ข้างร้านไก่ย่าง สวมเสื้อยืดสีฟ้า เก่า ๆ ผ้าถุงสีเขียวแก่เก่า ๆ ที่เด่นชัยมองเห็นว่าที่บ้านนั้น คนเขาคงทิ้งไปแล้ว  เขานั่งลงข้าง ๆ หญิงคนนั้นแล้วแกะห่อไก่ย่างวางลงกับพื้นให้ฝ่ายหญิงกิน  ตัวเขาเองทั้งกินเองทั้งก็ป้อนข้าวเด็กหญิงเนื้อตัวมอมแมมนั้นไปด้วย

เด่นชัยเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คิดว่าสองสามีภรรยาคงเป็นชาวไร่นำแตงโมมาขายอย่างแน่นอน เพราะด้านข้างไม่ห่างจากใต้ร่มไม้มากนัก มีเพิงหมาแหงนเล็ก ๆ มีแตงโมลูกเล็กลูกใหญ่วางขาย เมื่อสักครู่เดินชนเขาแล้วไม่เอ่ยปากขอโทษแม้แต่คำเดียว รู้สึกละอายใจนัก เด่นชัยยืนมองและชั่งใจอยู่นานก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปหา เพื่อจะช่วยซื้อแตงโมเป็นการขอโทษ และจะได้พูดคุยกับแกบ้าง

               “พี่ชายแตงโมลูกละเท่าไรหรือครับ” ชายผิวดำเกรียมแดดหันมามองหน้าเด่นชัย แววตาเป็นมิตรระคนแปลกใจ เด่นชัยยิ้มแปร่ง ๆ ละอายใจที่ไม่ได้ขอโทษเขา กลับแสดงสีหน้าไม่พอใจ ทั้ง ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้มันเป็นอุบัติเหตุ ที่เขาก็ควรจะขอโทษชายคนนี้เช่นกัน

               “ผมไม่ได้มาขายแตงโมงหรอกครับคุณ มันเป็นของร้านไก่ย่างโน้น…  พวกเรามาเที่ยวหาที่พักผ่อนไปเรื่อย ๆ ” เขาว่าพลางชี้มือไปที่ร้านขายไก่ย่างที่เขาเดินออกมาเมื่อสักครู่นี้เอง เด่นชัยอารมณ์ดีขึ้นมากยิ้มเก้อๆ

               “อ้อหรือครับ…เอ่อ..พี่ชายครับเมื่อสักครู่ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เดินชนเสียเต็มแรง พี่ชายเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” เด่นชัยรู้สึกผิดจริง ๆ

               “ไม่เป็นไรหรอกคุณ” เขาหัวเราะเห็นฟันดำทั้งปาก ดูแล้วอายุก็ไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าชายผู้นี้คงทำงานอยู่กลางแดดมาก จึงทำให้ใบหน้าและผิวพรรณดูแกกว่าอายุจริง 

               “แล้วพี่ชายจะไปเที่ยวไหนต่อหรือครับ” เขาเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อมองไปเห็นรถปิกอัพสีเขียวรุ่นสนิมเกาะเกรอะกรัง ช่างเหมือนรถคันเก่าของเขาเสียจริง ๆ ซึ่งมันจอดอยู่ไม่ห่างจากเพิงหมาแหงนเท่าใดนัก

               “ก็ไปมันเรื่อย ๆ แหละคุณ “ เขาตอบสั้น ๆ แต่เด่นชัยคิดว่าก็ยังดีที่มีรถปิกอัพพาลูกพาเมียไปเที่ยวพักผ่อนตามที่ต่าง ๆ ถึงแม้จะไปแบบประหยัดก็ตาม ซึ่งผิดกับเขาแม้แต่เวลาจะเจอหน้าลูกยังหายากเลย นับประสาอะไรจะพาลูกไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เฮ้อ..คิดแล้วเขาก็เหนื่อยกับชีวิตตัวเองอยู่เหมือนกัน

               “ไปกันเถอะคุณพี่” ผู้เป็นภรรยาเอ่ย เมื่อหล่อนยกขวดน้ำกรอกปากแสดงให้เห็นว่าอิ่มแล้ว  ฝ่ายผู้เป็นสามีพยักหน้า รับขวดน้ำจากภรรยามาดื่มพรวดเดียวเกือบหมดขวด เหลือไว้ให้ลูกสาวเพียงค่อนขวดเท่านั้นเอง เมื่อยื่นขวดน้ำให้เด็กหญิงหล่อนก็ยกกรอกปากพรวดเดียวหมดขวด จากนั้นจึงเดินไปข้าง ๆ ที่รถปิกอัพสีเขียวจอดอยู่  เด็กหญิงวิ่งตามหลังผู้เป็นพ่อไปอย่างคล่องแคล่ว แม้จะดูเนื้อตัวสกปรกมอมแมม แต่มีเค้าหน้าว่าโตคนจะสวยไม่หยอกเชียวแหละ

สักครู่ผู้เป็นพ่อก็จูงรถสามล้อถีบที่มีลูกสาวนั่งอยู่บนรถแล้วเรียบร้อยออกมาจากข้างรถปิกอัพหยุดตรงหน้าผู้เป็นภรรยากับลูกน้อย  เด่นชัยมองไปที่รถปิกอัพคันเก่าอย่างเข้าใจเรื่องราวอย่างถ่องแท้ จากนั้นละสายตามองไปที่รถสามล้อถีบส่วนตัวที่เจ้าของกำลังจูงออกมา  มันเป็นสามล้อถีบคันเก่า มีหลังคาโดยใช้ถุงปุ๋ยมาเย็บเป็นผืน แล้วทำเสาไม้ ขึ้นสี่มุมด้วยไม้ไผ่ ใช้เชือกกล้วยมัดริมผืนผ้ากระสอบปุ๋ยกับเสาไม้ไผ่ทั้งสี่มุมไว้ เพื่อกันแดดได้เท่านั้น ภรรยาอุ้มลูกน้อยขึ้นไปนั่งอย่างคล่องแคล่วเช่นเด็กหญิง ผู้เป็นสามีหันหน้ามาทางเด่นชัยและยิ้ม

“ผมขอตัวไปทำมาหากินเช่นเดียวกันคุณนั่นแหละ แต่ของผมนั่นค่อนข้างลำบากสักหน่อยเพราะไม่มีความรู้อะไรเลย ทรัพย์สินอะไรก็ไม่มี ต้องหาไปกินไป ไม่มีเหลือไม่มีเก็บ หาได้ก็ได้กิน หาไม่ได้ก็ไม่ได้กิน ที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ไม่มี อาศัยค่ำไหนก็นอนมันที่นั่นแหละ

 “ เขาหัวเราะอย่างขื่น ๆ เด็กหญิงใช้มือตีแขนผู้เป็นพ่อเบา ๆ แล้วชี้มือไปที่ขวดน้ำพลาสติกเปล่าใบหนึ่ง ตกอยู่ที่พื้นดิน สักครู่เด็กน้อยก็กระโดดลงรถอย่างรวดเร็ววิ่งไปเก็บขวดน้ำมาส่งให้ผู้เป็นพ่อ เขาก็ยัดใส่ถุงปุ๋ยที่ห้อยไว้หน้ารถสามล้อถีบ ซึ่งเด่นชัยพึ่งสังเกตเห็นตอนนี้เองว่ามีถุงสำหรับใส่ของห้อยอยู่หน้ารถ หลายใบแต่ดูเหมือนจะยังเก็บไม่ได้มาก อาจจะพึ่งจะเอาไปขายแล้วนำเงินมาซื้ออาหารกินกันเมื่อสักครู่นี้ก็อาจเป็นได้

               “พี่ชาย….ครับ….อย่าพึ่งไปนะครับรอผมสักครู่นึ่งนะครับ” เด่นชัยว่าพลางเดินที่ร้านซื้อแตงโม 2-3 ลูกและเดินเลยไปที่รถตัวเอง ถือขวดน้ำพลาสติกทั้งมีน้ำและใบเปล่ามาพะรุงพะรัง มายื่นให้แม่หนูน้อย พอเธอมองเห็นขวดน้ำเปล่าก็ยิ้มกว้างพลางมือคว้ามาให้ใส่ถุงให้ผู้เป็นพ่อทันที

               “แตงโม 3 ลูก น้ายกให้หนูนะ” แม่หนูน้อยมองหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก หากแต่ยื่นมือมารับเหมือนกัน แต่ลูกใหญ่เกินไป แม่หนูน้อยจึงกอดเอาทั้งสามลูก แล้วยิ้มอย่างดีใจ

               “ส่วนขวดน้ำดื่มก็เอาไว้ดื่ม หมดเมื่อไรก็เอาขวดไปขายได้อีกนะหนู” แม่หนูน้อยพยักหน้าเข้าใจยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี เพราะได้ของกำนัลจากเขานั่นเอง

               รถสามล้อถีบคันเก่า ที่มีสภาพทั้งเก่าทั้งทรุดโทรมค่อย ๆ เคลื่อนตัวด้วยแรงถีบของชายวัยกลางคน เริ่มห่างจากเด่นชัยไปเรื่อย ๆ  เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มโบกมือไหว ๆ ให้เขา เขาเองก็โบกมือให้เด็กหญิงตัวน้อยเช่นกัน เมื่อภาพรถสามล้อถีบถอยห่างไปจากสายตาจนมองเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ เด่นชัยจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม นั่งนึกทบทวนถึงชีวิตตัวเองที่ต้องดิ้นรนเพื่อความมีหน้ามีตาในสังคม แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาพบว่ามีคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเพียงเพื่อมีอาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้นก็ยังมีอีกมาก

2.

               20 ปีที่เด่นชัยดิ้นรนหาเงินเลี้ยงครอบครัว จนลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว หนี้สินที่มีอยู่ก็ไม่เคยลดลงเลย เพราะชีวิตของเด่นชัยอยู่กับการหาเงินเพื่อใช้จ่าย เพื่อให้ครอบครัวมีหน้ามีตาในสังคม ไม่ให้ลูกด้อยไปกว่าคนอื่น แม้จะเกษียณราชการมาอยู่บ้านเฉย ๆ หนี้สินก็ยังคงมีอยู่ มันจะหมดก็ต่อเมื่อเขาตายไปเท่านั้น วันว่าง ๆ เขาจึงต้องหาเก็บขวดเปล่าหรือรับซื้อใส่รถไปส่งขายให้โรงงานบดพลาสติก แม้จะอายุ

มากแล้วเขาก็คงยังทำงานเหมือนตอนเป็นหนุ่ม ๆ  จะหวังเงินจากลูก ๆ เขาก็เกรงใจด้วยลูก ๆ ก็มีหลาน ๆ เป็นภาระรับผิดชอบสืบต่อไป

               อาชีพยามแก่ชราของเขาก็คือรับซื้อขวดพลาสติกแล้วนำไปส่งขายต่อที่โรงงานในเมือง ซึ่งมีโรงงานบดพลาสติกมาเปิดใหม่แห่งหนึ่งอยู่ชานเมือง รับซื้อในราคาสูง เด่นชัยจึงชวนภรรยาไปขายที่นั่นทันที  นัยว่าเจ้าของโรงงานเป็นผู้หญิงเสียด้วย และแล้วเขาต้องตกใจเมื่อก้าวแรกที่เข้าไปในโรงงานได้พบกับชายชราผิวดำ ที่เคยพบกันมาแล้วเมื่อ 20 ปีก่อนที่ร้านไก่ย่างหน้าโรงพยาบาล ทำหน้าที่ควบคุมคนงานอยู่ ชายชราจำเขาไม่ได้ แต่เด่นชัยยังจำภาพเหล่านั้นยังติดตาอยู่จนทุกวันนี้

“ลูกสาวคนโตผมนะซิครับ ทำหน้าที่รับซื้อแล้วไปส่งโรงงานตั้งแต่ยังเรียนมัธยมอยู่เลย เขาหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนมาตลอด ผมก็ช่วยได้ไม่มากหรอกครับ เขาเป็นคนหัวไว ฉลาดทันคน ค้าขายเก่ง” เด่นชัยนึกถึงเด็กผู้หญิงสกปรกมอมแมมคนนั้นทันที

               “พอผมให้เข้าเรียน ป.1 ก็เริ่มเก็บขวดพลาสติกมาจากโรงเรียนทีละเป็นกระสอบ เธอไม่เคยกลับบ้านมือเปล่าสักครั้งเดียว จากนั้นเธอก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเรียนมัธยมต้นเธอเริ่มออกหาเก็บขวดเองเวลาเลิก

เรียนและเสาร์อาทิตย์ เธอขายได้ก็เก็บเงินไว้ เธอเก็บเงินเก่งมาก จนเมื่อเธอเรียนจบมัธยมปลายเธอรับซื้อเองแล้วแล้วหาโรงงานส่งเอง ตอนแรกก็ซื้อรถเก่า ๆ มาก่อนเพื่อจะได้มีรถส่งของให้โรงงาน นั่นไงรถคันแรกของเธอ”   ชายชราผิวดำชี้ไปที่รถปิกอัพผุ ๆ คันหนึ่งที่ตอนนี้เกษียณอายุลงมานอนเฝ้าโรงงานเสียแล้ว เด่นชัยมองตาม เห็นหญิงสาวนางหนึ่งเดินสวนออกมาจากโกดัง

               ชายชราแนะนำเด่นชัยให้เธอรู้จักและทบทวนความจำของเธอ แต่เธอบอกว่าจำไม่ได้ เพราะยังเด็กเกินไป แต่กับการเก็บขวดขายนี้เธอบอกเด่นชัยว่ามันมีมาแต่กำเนิดมันฝังอยู่ในสายเลือดเธอเสียแล้ว 

..เด็กหญิงตัวเล็กๆมอมแมมในวันนั้น กลายเป็นหญิงสาวสวยหน้าตาดี เธอ หาเงินส่งเสียตัวเองจนจบปริญญาตรี ด้วยอาชีพเก็บขวดและรับซื้อขวดพลาสติกขาย เธอเล่าว่า ตอนเด็กๆชีวิตลำบากมาก เธอเริ่มจำความได้เด่นชัด เมื่อเริ่มเข้าเรียน ป. 1 และพ่อได้เช่าห้องเพื่อมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และเก็บขวดขาย เพื่อเธอและน้องจะได้เข้าเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป

               “ตอนนี้คุณอาเกษียณแล้ว ยังทำงานอยู่เหรอคะ เธอถามเด่นชัย หลังจากที่เขาได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้สองพ่อลูกฟัง

“ไม่อยากอยู่เฉยๆ ก็หาอะไรทำไปเรื่อยครับ ผมเก็บสะสมขวดและรับซื้อขวดไว้ในบ้านมานาน ได้ยินมาว่าโรงบดพลาสติกมาเปิดใหม่ใกล้บ้านก็ลองมาขายดู” เด่นชัยรู้สึกละอายเกินกว่าจะบอกความจริงไปว่า ที่จริงแล้วขายังหนี้สินหลงเหลืออยู่บ้างจากการ เลี้ยงดูบุตร และการใช้เงินในอนาคตแลกกับความสะดวกสบายของตนและคนในครอบครัว เลยต้องหาอาชีพทำ

“คงจะเหมือนผมล่ะครับ นี่ลูกๆก็บอกให้หยุด อยู่บ้านเฉยๆแก่แล้วเดี๋ยวเขาจะเลี้ยงดูเอง ไม่อยากให้ทำงาน คนเคยทำงานนะครับ จะให้หยุดทำ มันทำไม่ได้หรอกครับ มันเหงา” ชายชราพูดพลางหัวเราะเห็นฟันดำ

เด่นชัยพลอยหัวเราะตาม..

“หากคุณอา มีขวดพลาสติกมากเอามาขายที่เราได้เลยนะคะ รับซื้อหมด แถมจะให้ราคาสูงพิเศษเลยค่ะ ถ้าไม่เจอคุณพ่อ หรือหนู ก็บอกชื่อกับพนักงานไว้เลยนะคะ สำหรับคุณอาพิเศษค่ะ” หญิงสาวบอก

เด่นชัยได้แต่ยิ้มและพยักหน้ารับ

               ….คืนนี้ท้องฟ้าสีมืดดำ แต่เปล่งประกายด้วยแสงดาวระยิบระยับงามจับตา เด่นชัยนอนเหยียดยาวบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน …ภาพชายชราผิวดำกับครอบครัวของเขา บนรถสามล้อเก่าๆคันนั้นยังติดตา แล้วนึกถึงตนเอง ภาพแห่งความสุขในครอบครัวที่ปรนเปรอสมาชิกในครอบครัวด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ งานวันเกิดที่หรูหราสิ้นเปลือง เชิญเพื่อนมาเป็น ร้อยๆคน งานเลี้ยงสังสรรต่างๆที่เกี่ยวกับการงานหน้าตาในสังคม

เด่นชัยในวันนี้กับอายุที่มากขึ้น ปีนี้เขาอายุ 65 แล้ว หนี้สินที่คงเหลือ คำนวนเสร็จสิ้นแล้วเหลือเป็น 10 กว่าปีที่จะใช้หมด  ถึงตอนนั้น เขาก็คง 70 กว่า หรือไม่ก็อาจจะตายก่อนหนี้สินหมด หนี้สินคงเหลือคงจะได้จ่ายด้วยเงินจากประกันชีวิตแทน

“ยุงไม่กัด เหรอคะคุณ นอนแผ่ตรงนั้น”  เสียภรรยาร้องถามออกมาจากบ้าน “อากาศเย็นสบายวันนี้ไม่เห็นมียุงมากวนใจเลย” เด่นชัยส่งเสียงตอบภรรยา

“นอนคิดอะไรอยู่ ตั้งแต่ไปโรงงานบดพลาสติกมา วันนี้คุณดูซึมๆไปนา” ภรรยาเดินมานั่งลงที่แคร่ข้างเด่นชัยพร้อมถามขึ้น

“ผมกำลังคิดว่าทางเดินชีวิตของคนเรามันช่างแตกต่างกัน คนที่ใช้ชีวิตไปตามปกติของชีวิต ไม่คิดมากไม่คาดหวังไปเรื่อยๆ มีน้อยกินน้อย ไม่มีก็รู้จักอด แต่อาศัยกำลังใจหนักแน่นในการดำเนินชีวิตไปวันๆ ในสักวันหนึ่งผลของความอดทนนั้นกลับตอบแทนให้มากกว่าที่คิด” เด่นพูดเสมือนอัดอั้นตันใจ

“ในขณะที่บางคนใช้ชีวิตล้อไปตามกระแสสังคม อยากมีหน้าตาในสังคม เป็นที่ยอมรับ ยอมเป็นหนี้สินเพื่อให้ได้มาเทียบเท่าหรือโดดเด่นกว่าคนอื่น สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเลยมีแต่หนี้สินที่พอกพูนไม่รู้จักหมด และยังไม่รู้ว่าจะหมดได้อย่างไร..เฮ้อ” เขาพูดต่อ

“คุณ กำลังคิดถึงตัวเองกับ ลุงเจ้าของโรงงานบดพลาสติก ใช่ไหม” ภรรยาถาม

“หรือ คุณคิดว่ายังไง” เด่นชัยถามภรรยากลับ

“เฮ้ออ… มันก็จริงอยู่นะ บางครั้ง ฉันยังรู้สึกเลยว่า คุณมุ่งมั่นในการหาเงินมากเกินไป ตามใจลูกๆแทบทุกอย่าง ด้วยความรักความหวังดี อันนี้ ฉันไม่ว่าหรอก แต่บางครั้งมันก็มากไปในเรื่องสังคมอะไรก็แล้วแต่ ฉันเคยบอกคุณ เตือนคุณ ให้เพลาๆ คุณก็หยุดเป็นพักๆแล้วก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม” ภรรยาว่าเด่นชัยยาวเหยียด เหมือนเก็บกดมาหลายปี

เด่นชัยนิ่งเงียบ ตามองที่ดวงดาวเปล่งประกายบนท้องฟ้า ไม่มีเสียงโต้ตอบใดๆ

“โอกาสมันมีเสมอ แม้แต่ท้องฟ้าที่มืดมิด ยังมีแสงดาวกะพริบส่อง และยังมีพื้นที่ว่างพอสำหรับดาวดวงใหม่เสมอ” ภรรยาพูดให้กำลังใจสามี

เด่นชัยยังคงเงียบ เขาไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่สายตาจับจ้องมองไปที่ท้องฟ้าด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย นานเท่าไหร่ไม่รู้ ….

“เข้าบ้านได้แล้วคุณ ดึกมากแล้ว น้ำค้างลงเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”

เขาสะดุ้งตื่นอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงภรรยาตะโกนเรียกจากข้างในบ้าน

เสียงมอเตอร์ไซด์ พ่วง หรือเรียกอีกอย่างว่า รถซาเล้ง ดังมาไกลค่อยๆผ่อนเครื่องลงจอดหน้าบ้าน ชายชราสูงวัยสวมหมวกแก็ปสีดำ สวมเสื้อแขนยาวสีกรมท่ากางเกงวอร์มสีเดียวกันกลางเก่ากลางใหม่ นั่งอยู่บนรถ เขาดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงมาเก็บสิ่งของอยู่กะบะรถซาเล้งถุงน้อยใหญ่เต็มพื้นจนล้นออกมาจากรถ แสงแดดเวลาเที่ยงวัน ช่างร้อนเสียจริงๆ เขาปาดเหงื่อพร้อมหิ้วถุงใหญ่ออกมาจากรถอย่างรวดเร็ว แม้ถุงจะใหญ่มากแต่น้ำหนักเบาหิ้วได้อย่างสบาย

“มาทานน้ำก่อนค่ะคุณ.. เอาวางไว้ก่อน” เสียงผู้หญิงวัยชราร้องเรียกเขา

ชายชราหิ้วถุงไปวางไว้ข้างบ้าน คะเนว่าเป็นโกดังเก็บของเล็กๆข้างบ้านที่เต็มไปด้วยขวดพลาสติกแล้วเดินมารับน้ำจากหญิงชราสูงวัยไปดื่มพรวดเดียวหมดไปครึ่งขวด

โอ้.โห..ร้อนจริงๆ วันนี้ เขาบ่นพร้อมถวดหมวกแก๊ปออก นำมาโบกพัดไล่ความร้อนอบอ้าวจากใบหน้า

“พักเสียก่อนดีไหมคะ.เย็นๆค่อยไปเอาใหม่ ฉันเตรียมข้าวกลางวันไว้ ทานเสียก่อนเดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไป” หญิงชราบอก

“ก็ดีเหมือนกันแต่ว่าวันนี้ต้องขนให้เสร็จ พรุ่งนี้นัดเอาขวดไปส่งโรงงาน” เขาตอบ

เด่นชัยกับภรรยาเริ่มเก็บขวดเองและรับซื้อเพื่อนำไปส่งโรงบดพลาสติกในตัวเมืองของชายชรากับลูกสาวที่เขาพบโดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อนนั่นเอง.. เขาเริ่มทำมาได้เกือบปีแล้ว หลังจากที่ทำเวลาว่างเปลี่ยนมาทำจริงจังตามกำลังของคนแก่วัยชรา และเริ่มมีรายเริ่มจากเล็กๆและเพิ่มขึ้น เขาตัดสินใจทำเพราะว่าอย่างน้อยก็มีที่ส่งใกล้ๆไม่ต้องขนไปไกล เด่นชัยเริ่มมีเงินชำระหนี้ในแต่ละงวดมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยวัยของเขาและภรรยาการใช้เงินเพื่อสิ่งของอื่นๆที่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยจึงไม่จำเป็น และเขาได้ปรับเปลี่ยนความคิด  มุมมองการใช้ชีวิตใหม่

3.

“คุณอาคะ..นี่ค่ะค่าขวดพลาสติก” วันนี้เยอะเลย หญิงสาวยิ้มพร้อมยื่นแบงค์ร้อย 8 ใบและแบงค์ 50 จำนวน 1 ใบ ให้กับเด่นชัย

“วันนี้แปดร้อยห้าสิบ เลยเหรอครับ” เด่นชัยยิ้ม เมื่อวานเขาเอามาขายได้ 500 บาทสองวันนี้ เขาหาเงินได้ 1350 บาท จากที่ได้ครั้งละ 100 หรือ 200 บาท

“คุณอาค่อยๆรับซื้อให้มากขึ้น แทนการออกไปเก็บเอง ดีกว่านะคะ เพราะอายุมากแล้ว เกรงจะเป็นอันตรายน่ะคะ” หญิงสาวบอกด้วยความห่วงใย

“ครับ ก็ทั้งสองอย่าง ช่วงนี้ ไม่ค่อยได้ออกไป แต่บางครั้งออกไปบ้างก็เป็นการออกกำลังกาย แต่ต้องออกไปเย็นๆครับ กลางวันร้อนมาก ส่วนมากก็เก็บใกล้ๆบ้าน เห็นขวดพลาสติกเป็นไม่ได้เลยครับ มันอยากเก็บ” เด่นชัยพูดเจือด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ค่ะ เหมือนเห็นเงินวางอยู่ตรงหน้า  แต่ยังไงก็รักษาสุขภาพไว้ก่อนนะคะคุณอา วันนี้หนูก็ไม่ให้พ่อมาค่ะ แกมาแล้วไม่อยู่เฉยๆ ทำนั่นทำนี่ เดี๋ยวล้มไปแล้วจะแย่ วันนี้เลยให้อยู่ที่บ้านน่ะค่ะ”

“ครับแกควรได้เวลาพักผ่อน ทำงานมามากแล้ว แต่ก็อย่างว่านะคนแก่ อยู่เฉยๆก็เหงาน่ะหนู” เด่นชัยพูดพลางยิ้ม

……..

 ไอ้หนู…. เอ็งมานับให้ตาซิลูก เท่าไหร่ ..เด่นชัยเรียกเด็กชายอายุประมาณ 6 ขวบ หนุ่มน้อยกำลังคัดแยกขวดใน โกดังเล็กๆข้างบ้านที่เก็บขวดพลาสติก เมื่อได้ยินเสียง เรียก เด็กชายวิ่งปรู๊ดมาอย่างรวดเร็ว

หนึ่ง..สอง..สาม..สี่.. เด็กชายทำปากขมุบขมิบนับเลขออกเสียงกึ่งในใจ

เอ้า.. มีเท่าไหร่ ลูก.. เด่นชัยถามหลานชาย ซึ่งเป็นลูกของลูกสาวคนเล็กของเขา เขานำเด็กชายมาอยู่ด้วยเพราะลูกสาวแยกทางกับสามี จึงได้นำลูกมาฝากไว้ เพราะตัวเองต้องเดินทางไปทำงานในต่างจังหวัด เด่นชัยคิดจะเลี้ยงหลานชายคนนี้ให้แตกต่างจากที่เขาเลี้ยงลูกในอดีต

และดูเหมือนว่าเขาโชคดีอยู่บ้างที่เด็กชายคนนี้ เลี้ยงง่าย ไม่เกี่ยงงาน และขยัน

“9 บาท คับ” เด็กชายตอบเสียงดัง

“เอ้า..นี้เอาเพิ่มไปสองใบ แล้วเอาไปให้พี่เขานะลูก”  เด่นชัยยื่นแบงค์ยี่สิบให้เด็กชายไปอีก สองใบ เด็กชายวิ่งไปยัง เด็กหนุ่มวัยกำลังเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งยืนคอยอยู่กับยายแก่ๆคนหนึ่งหน้าโกดังเก็บของ จากนั้นจึงได้เดินกลับเข้าไปคัดแยกขวดที่จุดเดิม

กว่าเกือบสองปีแล้ว โกดังเก็บของข้างบ้านของเด่นชัยมากไปด้วยขวดพลาสติกที่รับซื้อมาเก็บไว้เพื่อนำไปขายต่อที่โรงบดพลาสติก เขาเคยคิดว่าจะขยายโกดังให้ใหญ่กว่านี้เพื่อเก็บขวดให้ได้เยอะๆ แต่คิดไปคิดมา ตนเองก็แก่มากแล้ว หนี้สินที่เคยมากมายก็ลดน้อยลงจนเหลือไม่กี่แสนบาท สิ้นปีนี้เขาอาจจะชำระหนี้ได้หมดทุกบาททุกสตางค์ การที่จะทำให้ใหญ่เกินกำลังนั้นมันอาจจะไม่เหมาะสำหรับคนวัยชราเช่นเขา เขาจ้างคนงานมาคัดแยกขวด วันละ 3 -4 คนโดยจ่ายเป็นรายวัน ใช้ชาวบ้านที่อยู่ระแวกนั้นใครสนใจมาทำงานก็มาทำได้หมด และด้วยวัยชราอายุที่มาก สายตาฝ้าฟาง จึงไม่เหมาะกับการขับรถ เขาจึงได้จ้างคนขับรถเพื่อขับรถนำขวดไปส่งที่โรงบดพลาสติก

ลูกหลานของเขาเองก็ไม่มีใครสนใจในธุรกิจรับซื้อขวดพลาสติก เพราะมุ่งเน้นไปที่การสอบรับราชการกันหมด ธุรกิจนี้อาจจะตายไปกับเขา แต่ในชีวิตบั้นปลายนี้ เขายังสามารถหาเงินได้ ปลดหนี้สินได้จากตอนแรกที่มองไม่เห็นหนทาง

ครั้นจะมองไปที่หลานชาย มุ่งหวังให้หลานชายทำต่อ เพราะเขามองเห็นแล้วว่าสามารถเลี้ยงตัวได้ ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า หลานชายจะชอบงานแบบนี้หรือไม่ เพราะช่วงวัยเติบโตความคิดอาจจะเปลี่ยนไป อาจจะสนใจงานราชการหรืองานบริษัทเหมือนชีวิตคนเมืองทั่วไป

กระนั้นแล้วเขาจึงไม่หวังอะไรมาก เพียงแต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด หากจะตายไปอย่างน้อยก็ไม่ได้ทิ้งภาระหนี้สินไว้ให้ลูกหลาน

ตึ่ง..ตึ๊ง..ตึ่ง…ตึ๊ง   เสียงโทรศัพท์มือถือ ดังขึ้น ดึงสติเด่นชัยออกมาจากห้วงความคิดทันทีทันใด เขากดรับโทรศัพท์ โดยยังไม่ทันพูดสิ่งใด เขาอยู่ในอาการนิ่งงัน และพูด เบาๆ ว่า “ครับ”

เด่นชัย พร้อมภรรยา ปักธูปลงในกระถางหน้าโลงศพที่ประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสี สวยงาม ภรรยาเขากราบลงเพื่อเคารพศพ เด่นชัยยังคงจ้องมองภาพชายชราหน้าโลงศพสีขาวลฉลุลายไทยชั่วอึดใจ ใบหน้ายิ้มน้อยๆอ่อนโยน แววตาอบอุ่นไม่มีพิษภัย เขาจำสายตาและรอยยิ้มนี้ได้ดีในวันแรกที่เจอกัน เด่นชัยกระพริบตาถี่ๆ รู้สึกใจหาย ถึงแม้ไม่ใช่ญาติกันแต่ชายชราผู้นี้คือเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา ชีวิตของชายผู้นี้ตรากตรำเดินทางโดยไม่เคยมองจุดหมาย เขาอาศัยการเดินทางไปเรื่อยๆทำไม่หยุด อาศัยหัวใจที่เข้มแข็งเป็นฐานพลังในการเดินทาง

“ขอให้พี่ไปสู่สุคตินะครับ” เด่นชัยพูดพร้อมกราบเคารพศพ ลง 1 ครั้ง  

“คุณพ่อล้มในห้องน้ำค่ะ หายไป 20 นาที แม่บ้านตามหานึกว่าท่านไปเดินเล่นสวนหลังบ้าน มาเจอนอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นห้องน้ำ จับชีพจรดู ก็ไม่เต้นแล้วค่ะ” หญิงสาวเล่าพร้อมเช็ดน้ำตา มารดานั่งข้างหล่อนเช็ดน้ำตาอยู่ตลอดเวลา นางเสียใจหนักจนต้องมีคนประครองไว้

เด่นชัย พยักหน้าไม่มีคำกล่าวใดที่จะพอปลอบใจหญิงสาวลูกชายชราได้เลย เพราะตัวเขาเองก็รู้สึกซ็อกเหมือนสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่รักและเคารพไปคนนึง

“คุณพ่อไปดีแล้วล่ะ ท่านหมดภาระแล้ว นะหนู”  เขาพยายามสรรหาถ้อยคำที่จะทำให้หญิงสาวคลายความโศกเศร้าลงไปได้บ้าง

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำเบาๆ  หนูขอตัวไปรับแขกก่อนนะคะคุณอา ขอบคุณที่มานะคะหญิงสาวบอกเด่นชัยพร้อมเอ่ยลาเนืองๆ เพราะแขกที่มาแสดงความเสียใจมีมาก อาจจะไม่มีโอกาศได้มาพูดคุยหรือลากลับตอนเลิกงาน

“ตามสบายเลยหนู” เด่นชัยตอบ

เขากวาดสายตามองไปทั่วงาน คนมาแสดงความเสียใจมากจริงๆ ชายชราคนนี้จากไม่มีอะไร ไม่มีใครสนใจ แต่วันนี้มีคนรู้จักเขา สนใจเขา เพราะเขาคือผู้มีอันจะกินอันดับต้นๆของจังหวัดนี้ และด้วยประวัติชีวิตอันปากกัดตีนถีบของเขานั้นทำให้เขาเป็นที่รู้จักและชื่นชมในความอดทน ขยันขันแข็งของเขา ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เหลือบตาไปมองกระดานสวดอภิธรรมศพนั้นมีเจ้าภาพสวดอภิธรรมนั้นมีทั้งบริษัทและส่วนราชการ เต็มทั้ง 7 วัน

จากผู้ชายใช้ชีวิตข้างถนน พาครอบครัวค่ำไหนนอนนั่น เวลานี้เขาคือผู้ทรงอิทธิพลคนนึง 

“พี่ประสบความสำเร็จแล้วครับพี่ พี่ทำให้คนรู้ว่าความอดทน ขยันขันแข็ง เปลี่ยนชีวิตคนได้ อย่างน้อยผมก็เป็นคนนึงที่เปลี่ยนความคิดได้ก็เพราะพี่  วันนี้ พี่หมดห่วงแล้ว ลูกหลานของพี่ สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ดี พี่ไม่ต้องห่วงสิ่งใดต่อไปอีกแล้ว หลับให้สบายนะครับ ” เด่นชัยพูดกับชายชราในใจ

4.

13 ปีผ่านไปเล้ว เวลาบ่ายแก่ๆของวันเสาร์ เด่นชัยในวัย 80 นั่งเก้าอี้โยกอยู่ระเบียงบ้าน บ้านหลังนี้เพิ่งปรับปรุงสร้างใหม่ในพื้นที่เดิม ภรรยาเขาจากไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ข้างบ้านได้ปรับพื้นที่เป็นสวนปลูกต้นไม้นานาพันธ์ โกดังเก็บขวดเพื่อคัดแยกพลาสติกขาย ไม่มีอีกแล้ว อย่างที่เด่นชัยไม่คาดหวังไว้ตั้งแต่ตอนแรก ว่าจะมีลูกหลานคนใดสานต่อธุรกิจรับซื้อขวดพลาสติก เพราะทุกคนไปในทางที่ตนเองชอบ และมีอิสระในความคิด

“ คุณตาคร๊าบบ.”…เสียงชายหนุ่มวัย 19 -20 ปี เรียกพร้อมวิ่งเข้ามาไหว้ที่ตักของเด่นชัย

“ไอ้หนู.. มาเมื่อไหร่ลูก” เด่นชัยเอามือลูบหัวพร้อมยิ้มอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นหลานชายคนที่ตนเองเอามาเลี้ยงตอนเด็กๆ เวลานี้เขาโตเป็นหนุ่มแล้ว และเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ กรุงเทพฯ นานๆจะกลับมาบ้านสักครั้งนึง

“เมื่อกี้เองเลยครับ”..ชายหนุ่มตอบพร้อมฉีกยิ้มกว้าง หน้าตาหล่อเหลา ราวกับดาราเกาหลีที่สาวๆนิยมในปัจจุบัน

“เออ มาเงียบๆ ไม่ได้ยิน” เด่นชัยเปรย

 “ไม่เงียบนะครับผม นั่งวินมอเตอร์ไซด์เข้ามาจากหน้าปากซอย เสียงรถดังมากนะตา ผมนึกว่าตาเห็นแล้วซะอีก” ชายหนุ่งแย้ง

หูตาฝ้าฟาง หมดเลยคนแก่ เฮ้อ….เด่นชัยบ่น “แล้วเจอแม่หรือยัง”?  เด่นชัยถามต่อ

ตั้งแต่ภรรยาจากไป ลูกสาวคนเล็กซึ่งสอบบรรจุครูได้เมื่ออายุมากแล้ว ก็ขอย้ายกลับมาสอนใกล้บ้านเพื่อมาดูแลเด่นชัยซึ่งอยู่คนเดียว

“ยังเลยฮะ แม่น่าจะไม่อยู่  เอ….. หรือจะอยู่ส่วนหลังบ้าน”

“อือ.. ลองไปตามหาดู” เด่นชัยตอบ

ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินเร็ว ก้าวเท้ายาวเข้าไปในบ้านเพื่อทะลุไปสวนหลังตามคำบอกของตา

นี่ละหนาความสุขของคนแก่ มีลูกหลาน ถึงจะไม่มากมายอะไรแต่เป็นความสุขทางใจ เด่นชัยมีลูกสองคน ลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ลูกชายคนโตอยู่ต่างจังหวัดรับราชการมีตำแหน่งใหญ่เป็นปลัดอำเภอ แต่งงานกับสาวงามในจังหวัด มีลูกสาวสองคน กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นทั้งคู่ นานๆ หรือเทศกาลจะกลับมาเยี่ยมพ่อแม่สักครั้งนึง

ลูกสาวคนเล็กมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อ ชีวิตมีความสุขตามอัตภาพ จะว่าไปแล้วบุตรทั้งสองคนไม่ได้ช่วยเหลือบิดามารดเท่าที่ควร เพราะต่างมีภาระครอบครัว บ้านหลังปัจจุบันที่ได้ปรับปรุงสร้างใหม่ เป็นเงินที่ได้จากการรับซื้อของเก่าของเด่นชัย ซึ่งการทำธรุกิจของเขาช่วงนั้นนอกจากได้ชำระหนี้สินแล้ว ยังสามารถปรับปรุงบ้านใหม่ได้และมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ยามชราโดยไม่เดือดร้อนลูกหลาน

หลานชายประครองเด่นชัยค่อยๆลุกขึ้นจากรถเข็นสำหรับเข็นคนป่วย แต่ไม่ได้ป่วย เนื่องจากอายุที่มากของเด่นชัยทำให้การเดินเหินลำบาก จึงต้องใช้รถเข็นในการเดินทาง

เด่นชัยก้มลงกราบพระประทานในโบสถ์ พร้อมหลานชาย พนมมือ สายตาจับจ้องไปที่พระประทานพร้อมสวดมนต์ในใจ ครู่นึง ก้มลงกราบพระสามครั้ง   

เด่นชัยพูดกับตัวเอง ณ วันนี้ เขาคือชายชราผู้มีอายุมาก ชีวิตที่ผ่านมามากมายประสบการณ์เหลือเกินจากวันนี้อะไรจะเกิด ไม่มีความเกรงกลัวสิ่งใดแล้ว แม้จะตายก็คงไม่เสียดาย ชีวิตของเขาแม้ไม่ประสบความสเร็จอย่างยิ่งยวด แต่มันคือชีวิตคนธรรมดา สิ่งที่คุ้มที่สุดในชีวิต คือ การยอมรับความแตกต่างได้ เพราะในอดีต นั้นเขาพยายามดิ้นรนขวนขวายมาให้ได้ ตำแหน่งการงาน ยศศักดิ์ เขาไม่สามารถยอมรับการเป็นรองบุคคลอื่นได้ เขาต้องพยายามให้มากขึ้นเพื่อจะแซงขึ้นไปเพื่อให้โดดเด่น สิ่งของภายนอกที่จะแสดงให้เห็นว่าเราเท่าคนอื่น เขาก็สรรหามา ยอมเป็นหนี้สินมากมายเพื่อรักษาหน้าตา

ขอบคุณพี่ชายคนนั้น คนที่ทำให้เขามองเห็นความแตกต่างของชีวิตได้อย่างชัดเจน และขอบคุณตนเองที่ยังพอมีสติคิดได้ไม่โง่งมจนเกินไป ถึงเขาจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนครอบครัวของพี่ชายวัยชราคนนั้น แต่มันก็ประสบความสำเร็จที่ทำให้จิตใจเขาเปลี่ยนไป มีลูกหลานใกล้ชิด ในชีวิตก่อนตายก็นับว่าคุ้มสำหรับตัวเองแล้ว

เด่นชัยเดินลงมาจากโบสถ์ พร้อมหลานชายคอยประครอง เขาหยุดเลยเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า เวลา 10 เช้า ไม่มีแดด ท้องฟ้าสดใจอากาศสบาย ไม่เย็นไม่ร้อน

“ขอบคุณมากครับพี่ แล้วเจอกันนะครับ” เขาพูดในใจ พร้อมยิ่มอ่อนให้กับท้องฟ้า

จบ


ความเห็น

ใส่ความเห็น